Article By :
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
Reference :
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA)
การบริหารจัดการเมื่อตัดสินใจเลือกโอเพนซอร์ส (Open Source)
เรื่องการบริหารจัดการ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและเป็นจุดเด่นของการเลือกใช้ระบบโอเพนซอร์ส เพราะว่าผู้ใช้จะต้องมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ตื่นตัวในแง่ของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ตัวนั้นๆ นอกจากนั้นยังต้องมีความเอาใจใส่ต่อการอัพเดทเวอร์ชั่นอย่างต่อเนื่อง นั่นจะเป็นสิ่งที่มำให้การเลือกใช้งานระบบโอเพนซอร์สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานเทียบเท่ากับระบบอื่นๆ
สำหรับโอเพนซอร์สแล้วนั้น ในการที่เราจะเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่ง ในแต่ละตัวจะออกเวอร์ชั่นใหม่อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องติดตามดูก็คือเว็บหลักที่ให้บริการตัวแอพพลิเคชั่นที่เราใช้อยู่ ติดตามข่าวสารต่างๆ เช่น เรื่องของระบบการรักษาความปลอดภัย ต้องหมั่นตรวจเช็คว่าขณะนี้มีรูรั่วใดๆ หรือไม่ ซึ่งในเว็บไซต์ของชุมชนโอเพนซอร์สนั้นอาจจะออกเวอร์ชั่นใหม่ในการแก้ข้อผิดพลาดออกมาทางเว็บไซต์ก็ได้ เหมือนกับฝั่งของไมโครซอฟต์ก็จะมีตัว patch เพื่ออุดรูรั่วของโปรแกรมออกมาอยู่เรื่อยๆ เช่นกัน
ด้านความเข้าใจในบ้านเรายังเข้าใจว่าโอเพนซอร์สฟรีทั้งหมด และยังเข้าใจคำว่าโอเพนซอร์สว่าเป็นเพียงแค่ระบบปฏิบัติการอย่างลินุกซ์ ซึ่งต้องปรับความเข้าใจใหม่ว่า โอเพนซอร์สก็มีซอฟต์แวร์ที่มีการซื้อ-ขายทั่วๆ ไป ที่มีรหัส (Source Code) ให้เราสามารถนำมาแก้ไขได้ด้วยตัวเองด้วย
การพัฒนาต่อยอดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของคู่มือที่จะอธิบายการปรับแต่งหรือการเขียนโปรแกรมเสริมเข้าไป และสามารถทำตัวเสริมขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง โดยสิ่งที่โอเพนซอร์สทั่วๆ ไปดีไซน์ไว้ก็คือในส่วนของตัวเสริมจะเป็นลิขสิทธิ์ของนักพัฒนาที่ทำขึ้นมาแล้วจำหน่ายหรือแจกให้คนใช้ฟรี โดยในธุรกิจนี้จะมีผู้ที่ทำตัวเสริมโดยเฉพาะเพื่อให้โปรแกรมนั้นๆ เก่งขึ้น โดยจะมองปริมาณการใช้ซอฟต์แวร์ตัวนั้นๆ ว่ามีปริมาณการใช้มากน้อยเพียงใด
ในวงการของนักพัฒนาและผู้ใช้ระบบโอเพนซอร์ส มักมีคำถามว่า การซื้อบริการทางด้านโอเพนซอร์สมีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร? คำตอบจะขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้ซอฟต์แวร์มากกว่าว่า มีความเชี่ยวชาญในซอฟต์แวร์นั้นๆ มากน้อยเพียงไร ถ้าเป็นในระดับของโปรแกรมเมอร์ หรือผู้ดูแลระบบก็จะมีความเชี่ยวชาญมากกว่าระดับผู้ใช้ทั่วไป สำหรับการซื้อบริการในส่วนอื่นก็จะมีการซื้อหนังสือหรือคู่มือเพื่อเรียนรู้การใช้งานและในเรื่องของการอบรม ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเลือกเสียเวลาในการที่จะอ่านหนังสือหรือออกไปอบรม ต้องการระยะเวลายาวนานเพียงใด หรือจะเป็นการซื้อบริการในการจ้างคนมาทำ
นอกจากนั้น ปัญหาที่จะเจอเมื่อเลือกใช้โอเพนซอร์สระดับแอพพลิเคชั่น หากเราใช้โอเพนซอร์สซึ่งมีทีมพัฒนาหรือกลุ่มผู้พัฒนาที่ไม่ค่อยแข็งแรงหรือไม่ได้รับความนิยมมากนัก โอกาสที่ซอฟต์แวร์นั้นจะถูกหยุดพัฒนาก็เป็นได้ โดยจะไม่มีเวอร์ชั่นใหม่ๆ หรือตัวแก้ bug และสิ่งที่เจอแน่ๆ ในระดับผู้บริหารอาจจะเป็นเรื่องของการต่อต้านของคนในองค์กรที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้งาน ผู้คนยึดติดกับไมโครซอฟท์ อาจต้องใช้เวลาเป็นปีให้ได้รับการยอมรับในองค์กร
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำสำหรับผู้ใช้โอเพนซอร์ส ก็คือ การฝึกอบรม การให้ความรู้ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีที่ใดที่จะเปิดให้ฝึกอบรมหรือให้ความรู้มากนัก จากการสำรวจผู้เข้าอบรมว่าหลังจากที่เข้าอบรมแล้วมองเห็นประโยชน์ของโอเพนซอร์สมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นระดับผู้ใช้ทั่วไปจะมองเรื่องของการใช้มากกว่าว่ารองรับการใช้งานในแต่ละวันได้หรือไม่ ไม่ได้มองว่าเป็นซอฟต์แวร์อะไร เป็นโอเพนซอร์สหรือไม่ แต่หากเป็นระดับผู้บริหารจะคำนึงเรื่องของลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์ และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น
ในแต่ละปีค่าใช้จ่ายในองค์กรที่ต้องเสียไปกับค่าลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร ถ้าเทียบองค์กรขนาดกลางที่มีบุคลากรประมาณ 70-80 คน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3-5 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อหันมาใช้โอเพนซอร์ส จะตัดปัญหาในส่วนค่าใช้จ่ายของซอฟต์แวร์ลง เพียงแค่หันมาปรับปรุงดูแลฮาร์ดแวร์มากขึ้นเท่านั้นเอง สัดส่วนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของในแต่ละองค์กรด้วยว่าให้ความสำคัญในเรื่องของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มากน้อยเพียงใด บางองค์กรอาจไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักเพราะอาจจะใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้แลกมาด้วยเงินซึ่งมีต้นทุนเป็นศูนย์อยู่แล้ว ทั้งนี้ก็ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายประการ ทั้งเรื่องของการปราบปรามลิขสิทธิ์ เรื่องของจิตใต้สำนึกของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และหากสังคมยังใช้ซอฟต์แวร์ที่มีต้นทุนสูง ก็คงยากที่โอเพนซอร์สจะเกิดได้
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือนโยบายของผู้บริหารในองค์กรต้องเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกกฎเกณฑ์ภายในองค์กรว่าให้หรือไม่ให้ใช้ซอฟต์แวร์ตัวใด เช่น ห้ามใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ในองค์กร การเสริมองค์ความรู้ในองค์กรให้ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส การหันมาใช้อินทราเน็ต เพื่อลดพื้นที่ในการส่งไฟล์ และในแต่ละแผนกสามารถอัพเดทคอนเทนต์ได้โดยลดทราฟฟิกที่จะเกิดขึ้น โดยเข้ามาที่แหล่งเดียวกัน รวมถึงการจัดการระบบอีเมล์ในองค์กรด้วย